Posts Tagged ‘กรณีการถวายฎีกาฯ’

“นายกฯ” ขึ้นเบิกความคดีอริสมันต์หมิ่น

ในเวลา 09.00 น.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปที่ศาลอาญา รัชดา เพื่อเป็นพยานขึ้นเบิกความด้วยตนเอง ในคดีที่ นายอภิสิทธิ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีเมื่อวันที่ 11 และ 17 ตุลาคม 2552 จำเลยได้กล่าวปราศรัยให้ประชาชนทั่วไปที่ฟังและชมการถ่ายทอดสด ทางสถานีโทรทัศน์ People Channel

โดยมีคำพูดพาดพิงถึงโจทก์ต่อสถาบันโดยมิบังควร พร้อมทั้งกล่าวหาโจทก์ว่า หน่วงเหนี่ยวคำร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกล่าวหาโจทก์เป็นผู้สั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ชุมนุมช่วงเดือนเมษายน 2552 ซึ่งคำปราศรัยของจำเลยล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง

source : hxxp://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=428540&lang=T&cat=

Red shirts tell Office of HM’s secretary to check progress of Thaksin’s petition

Red-shirt leaders, including Veera Musigapong, Wednesday petitioned the Office of His Majesty’s Principal Private Secretary to check on their August 17 petition seeking a royal pardon for fugitive ex-premier Thaksin Shinawatra.

Several months have passed and it is evident the government is trying to delay the review process for royal pardon,

He blamed the government for a number of measures designed to block the pardon review. The authorities took time without justification to check on the 3.5 million names of petitioners and they said they managed to verify just 1.2 million names thus far, he said.

The government too tried to lengthen the process by seeking the advice of the Council of State, an unprecedented move, he said.

Because of the delaying tactics, five months have lapsed but the pardon petition has yet to reach His Majesty’s attention, he said.

source : hxxp://www.nationmultimedia.com/breakingnews/30120736/Red-shirts-tell-Office-of-HMs-secretary-to-check-p

“แกนนำนปช.”แถลงปฎิทินการเคลื่อนไหวเสื้อแดง

นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงข่าวถึงมติแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ว่า ได้กำหนดปฎิทินการเคลื่อนไหวเพื่อประกาศสงครามระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาล อำมาตย์ธิปไตย โดยวันที่ 15 มกราคม นายสุพร อัตถาวงศ์ และนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง จะเดินทางไปยังกรมป่าไม้ เรียกร้องให้รังวัดที่ดินเขายายเที่ยงซึ่งครอบครองโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องค์มนตรี เนื่องจากคนเสื้อแดงมีข้อมูลที่น่าเชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ครอบครองที่เดินเกิน 21 ไร่ จากนั้นวันที่ 17 มกราคม นายสุพรจะเดินทางไปยังกองบังคับการกองปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีรกับ พล.อ.สุรยุทธ์ ในข้อหาบุกที่เดินป่าสงวนแห่งชาติ วันที่ 18 มกราคม แกนนำ นปช.จะเดินทางไปยังทำเนียบองคมนตรี เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินป่าสงวนโดยมิชอบของ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งหวังว่าองคมนตรีจะมีคำตอบเรื่องนี้ รวมการหลักยึดให้ประชาชนเข้าใจตรงกันถึงคุณสมบัติขององคมนตรี
จากนั้นแกนนำนปช.จะเดินทางไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ข้อหาปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหรน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีการดึงเรื่อง หรือหน่วงเหนี่ยวฎีกาของคนเสื้อแดง ต่อไปวันที่ 21 มกราคม จะเดินทางไปยังสำนักราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง เพื่อสอบถามถึงวิธีปฎิบัติ เกี่ยวกับการบยื่นถวายฎีกาของคนเสื้อแดง จากนั้นวันที่ 23-24 มกราคม จะมีการชุมนุมใหญ่ที่สนามกอล์ฟเขาสอยดาว จ.จันทบุรี เนื่องจากคนเสื้อแดงเชื่อว่าที่ดินสนามกอล์ฟ 400 ไร่ ถูกครอบครองโดยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ทั้งนี้ยืนยันว่าจะชุมนุมโดยสงบ เพื่อทวงคืนสมบัติชาติ

source : hxxp://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=426529&lang=T&cat=

กองทัพหวั่นบ้านเมืองแตก เร่งทำความเข้าใจฎีกาแดง

ที่สโมสรทหารบกวิภาวดีรังสิต- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขานุการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นประธานรับฟังการสรุปผลการปฏิบัติโครงการกู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง โดยมีนายทหารระดับผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก และนายทหารระดับผู้บังคับกองพันทั่วประเทศเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุป ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวรัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณ 1,200 ล้านบาท ให้กับ กอ.รมน. ดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมนี้

โครงการนี้รัฐบาลกำลังจะอนุมัติงบประมาณให้ กอ.รมน. ดำเนินการต่ออีก 1 ปี แบ่งเป็น 2 ช่วงๆละ 6 เดือน ดังนั้น กองทัพบกจึงเชิญผู้บรรยายพิเศษ คือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล มาบรรยายเกี่ยวกับโบราณราชนิติประเพณี และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าฯ มาบรรยายเกี่ยวกับกฎหมายและขั้นตอนการถวายฎีกา เพื่อทำความเข้าใจกับผู้บังคับหน่วยกองทัพบก เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในการไปทำความเข้าใจกับประชาชน อย่างไรก็ตาม การสรุปผลการดำเนินการครั้งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมรับฟัง และเข้าไปทำข่าวในสถานที่การประชุมแต่อย่างใด โดยมีสารวัตรทหาร (สห.) เดินทางมาเชิญให้ผู้สื่อข่าวออกจากบริเวณอาคารสโมสรทหารบกที่ใช้เป็นสถานที่ รับฟังผลการดำเนินงาน

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า

การถวายฎีกาจะต้องเป็นไปตามนิติราชประเพณีเดิมที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และตามกฎหมาย 3 ฉบับ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 ถึง 267 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรค 2 พระราชกฤษฎีการะเบียบฯ ถวายฎีกา พ.ศ. 2457 ซึ่งยังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนประเภทฎีกาที่จะทูลเกล้าได้มี 2 ประเภท คือ ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และฎีกาของพระราชทานความเป็นธรรม หรือที่เรียกว่าฎีการ้องทุกข์ ส่วนฎีกาล้านชื่อที่แกนนำที่โฆษณาให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เข้าร่วมลงชื่อ โดยอ้างว่าได้จำนวนหลายล้านคน น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะต้องยื่นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ บิดา มารดา คู่สมรส บุตร หรือ ญาติพี่น้อง และการที่ฎีกาต้องมิใช่การโต้แย้งคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือว่าต้องห้ามตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรค 2 และพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าถวายฎีกาพ.ศ. 2457 รวมทั้งสถานที่ยื่นฎีกาที่กฎหมายกำหนดว่า สถานที่ยื่นฎีกาได้คือเรือนจำ หรือกระทรวงยุติธรรม ดังนั้นการยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขาราชวัง ถือเป็นการยื่นไม่ถูกต้อง ตามขั้นตอนของกฎหมาย ฏีกาดังกล่าวหากเป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเป็นฎีกามิชอบด้วยกฎหมายถึง 3 ฉบับ

การพระราชทานฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าฯต้องขอโดยผู้มีทุกข์ และขอในกิจการส่วนตัวของผู้นั้น ฎีการ้องทุกข์ประเภทนี้ ทูลเกล้าฯ ผ่านสำนักราชเลขาธิการ หรือต่อพระองค์เอง หรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ แต่ต้องมีชื่อ ที่อยู่ ผู้ยื่นถวายฎีกา ซึ่งการที่กฎหมายกำหนดเช่นนั้น เพราะก่อนนำความกราบบังคมทูล เจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ และ เลขา ครม. ต้องติดต่อเจ้าตัวผู้มีทุกข์ เพื่อขอทราบข้อมูลรายละเอียด อันเป็นที่มาแห่งทุกข์ เพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงจุด แต่ฎีกานี้ คนมีทุกข์ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ยื่นเอง แต่มีผู้หวังดีชวนกันเข้าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแทนผู้มีทุกข์เป็นเรื่องแปลก ที่สำคัญผู้ยื่นไม่ใช่ผู้ที่มีความทุกข์จริง แต่เข้าทำนองทุกข์แทน เหมือนคนกลางไปหาหมอ เล่าอาการของผู้ป่วยให้หมอฟัง ฎีกานี้จึงไม่ใช่ฎีการ้องทุกข์ ที่ถูกต้องตามพระราชกฤษฎีกา

ฏีกานี้ยังมีข้อความไม่เหมาะสมหลายประการ อาทิ ระบอบเผด็จการทหารที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข หรือกล่าวตู่พระบรมราชวินิจฉัยว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงมีทศพิศราชธรรม มีสายพระเนตรยาวไกล ทรงไม่ปล่อยปละละเลยพสกนิกรให้จมอยู่กับความระทมทุกข์ เป็นเวลายาวนานเกินไป ซึ่งความหมายแสดงว่าหากทรงยกฎีกา หรือไม่มีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นการปล่อยให้ประชาชนระทมทุกข์ เมื่อจะให้ประชาชนพ้นทุกข์ต้องทรงใช้พระราชอำนาจ พระราชทานอภัยโทษ อันนี้เป็นการตู่พระบรมราชวินิจฉัย ทั้งนี้ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด ฎีกานี้จึงไม่ใช่ฎีการ้องทุกข์ ที่ชอบด้วยกฎหมาย และนิติประเพณี

การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง อย่าดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ลงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง และการยื่นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะมีปริมาณคนลงชื่อมากเท่าใดก็ตาม ไม่ได้เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายได้ เพราะการใช้สิทธิตามกฎหมายไมได้ขึ้นอยู่กับปริมาณคน ฎีกานี้จึงเป็นฎีกาการเมือง สิ่งที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ เมื่อฎีกาดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ เมื่อมีการยื่นผิดขั้นตอนไปยังสำนักราชเลขาธิการ ทางสำนักราชวัง ไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ ต้องส่งเรื่องกลับไปที่กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อเริ่มต้นให้ถูกต้อง ส่วนฎีการ้องทุกข์ไม่ว่าจะทูลเกล้าฯถวายทางใด นอกจากต้องติดต่อเจ้าตัวขอรับข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว สำนักราชเลขาธิการ จะส่งเรื่องไปยังสำนัก เลขาครม. เพื่อสอบถามเจ้าตัวผู้มีทุกข์ และหน่วยงานที่ถูกร้องฎีกาให้ชี้แจง และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงกับสำนักราชเลขา แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการเมืองต้องถามความเห็นให้ครบถ้วน แล้วสรุปเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการสั่งการ และทำความเห็นเพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัย

เรื่องนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบโดยตรง เพราะมีหน้าที่ถวายคำแนะนำแด่พระมหากษัตริย์ แม้การพระราชทานอภัยโทษในมาตรา 191 ซึ่งบัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจทุกชนิด ซึ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น พระราชทานอภัยโทษ หรือแก้ไขทุกข์ของราษฎร ที่ต้องให้ส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐปฏิบัติ พระมหากษัตริย์ต้องทรงใช้อำนาจอธิปไตย โดยผ่านทางครม. ซึ่งต้องรับผิดชอบทางการเมือง และ รธน.มาตรา 195 กำหนดไว้ว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการ เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมี รมต.ลงนามรับสนองพระราชโองการ

ดังนั้น นายกฯ หรือรองนายกฯ ที่รับมอบหมายจึงต้องเป็นผู้กลั่นกรอง เรื่องฎีกาทุกชนิดที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือฎีการ้องทุกข์ รวมถึงกราบบังคมทูล ถวายคำแนะนำ และนำพระราชวินิจฉัยมาปฏิบัติ และรับผิดชอบทางการเมือง และกฎหมายแทนพระมหากษัตริย์

รัฐบาลต้องยึดหลักในพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าถวายฎีกา คือนายกรัฐมนตรี ในฐานะบังคับบัญชาสำนักราชเลขาธิการ ต้องสั่งการให้ยุติเรื่องตามบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกา ต้องตัดไฟแต่ต้นลมระงับฎีกาที่มิชอบด้วยกฎหมายนี้ ไม่ให้ทูลเกล้าฯ ถวายไปถึงองค์พระประมุข เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองลุกลามจนเป็นภยันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ

นอกจากนี้ การถวายฎีกาเสื้อแดงจะระงับลงด้วยวิธีการทางการเมือง 2 ทาง คืออดีตนายกรัฐมนตรี ขอร้องให้แกนนำยุติการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย นิติประเพณี และระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการหักล้างคำกล่าวหาที่ว่าไม่จงรักภักดี เป็นการดำเนินการโดยการกระทำ ซึ่งสำคัญกว่าคำพูด ทั่งนี้เห็นว่านายกรัฐมนตรี ต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และนิติธรรม ตาม รธน.มาตรา 3 วรรค 2 กำหนดไว้ และการที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยคณะรัฐมนตรีจะต้องมีมติร่วมกัน ให้นายกรัฐมนตรีระงับการทูลเกล้าถวายฎีกา ที่ขัดต่อกฎหมายนิติประเพณี และระเบียบปฏิบัติ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตาม รธน.มาตรา 3 และมาตรา 77

การอ้างอิงของอดีตทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่มีใครขอร้อง หรือสั่งการอย่างที่เคยกล่าวหา ด่าทอผม และผู้ใหญ่ ที่คนเคารพนับถือ ในโทรศัพท์ วิทยุ หลายรายการ แต่ผมไม่เคยตอบโต้ เพราะถือหลักว่าสัจจะ ก็คือสัจจะ แต่หากต่อไปจะอ้างอิงอะไร ก็ขอความกรุณาอ้างอิงในเรื่องที่ถูกต้องตามหลักวิชา อย่าอ้างโดยตัดทอนข้อความที่เป็นประโยชน์เฉพาะตน

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังการเสร็จสิ้นการสรุปผลการดำเนินงาน ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมามอบนโยบายและแผนการดำเนินการของโครงการนี้ให้กับนายทหารผู้ บังคับหน่วยขึ้นตรงทั่วประเทศรับทราบถึงสภาพปัญหาของไทยในปัจจุบัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อให้ผู้บังคับหน่วยมีความเข้าใจตรงกันในการเข้าไปสร้างความเข้าใจกับผู้ ใต้บังคับบัญชาในแต่ละหน่วย และขยายไปยังประชาชนในทุกพื้นที่หมู่บ้าน

source : hxxp://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090903/74578/กองทัพหวั่นบ้านเมืองแตก-เร่งทำความเข้าใจฎีกาแดง.html

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.