เกิดเหตุระเบิดเสียงดังสนั่นภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร แขวงดุสิต เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทำเนียบรัฐบาล ห่างกันเพียงประมาณ 50 เมตร โดยมีคลองผดุงกรุงเกษมกั้นอยู่ เหตุเกิดเมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 13 กุมภาพันธ์
จุดเกิดเหตุอยู่ที่บริเวณประตูที่ 3 ด้านข้างมหาวิทยาลัยฯ ฝั่งถนนพระราม 5 ริมคลองผดุงกรุงเกษม ทางพล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.)และคณะ ได้เดินทางเข้าตรวจสอบโดยกันกลุ่มผู้สื่อข่าวไม่ให้เข้าไปในมหาวิทยาลัย หลังใช้เวลาตรวจสอบความเสียหายนานประมาณ 30 นาที พล.ต.ท.ตรีทศได้เดินทางกลับทันทีโดยกล่าวเพียงว่าไม่มีอะไร เป็นแค่ก้อนหินที่ปาเข้ามา
เอ็ม79: เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายจากระเบิดเอ็ม79ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ซึ่งจุดระเบิดห่างจากทำเนียบรัฐบาลแค่ 50 เมตร เหตุเกิดกลางดึกวันที่ 13 กุมภาพันธ์
คาดM79-รถยนต์พัง3คัน
อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตพบว่าที่จุดเกิดเหตุมีรอยถากบนต้นไม้ และแรงระเบิดทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ภายในได้รับความเสียหาย 3 คัน ได้แก่ รถกระบะโตโยต้าวีโก้ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ซอ 9810 กทม., รถเก๋งมิตซูบิชิ แลนเซอร์ ทะเบียน ชศ 2050 กทม, และรถเก๋งโตโยต้าโคโรลล่า สีน้ำเงิน ทะเบียน 8ง-6331 กทม.
มีรายงานข่าวแจ้งว่า เหตุการณ์ไม่น่าจะเป็นการปาก้อนหิน ตามที่ ผบช.ส.กล่าว แต่น่าจะเป็นการยิงด้วยเอ็ม 79 โดยมุ่งที่จะยิงเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล แต่ผิดเป้า
ลอบวางระเบิดศาลฎีกา
เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายประคอง มหาเนตร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย(รปภ.)ประจำศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวงได้พบสายไฟถูกเทปกาวพันโดยรอบติดกับกล่องบรรจุน้ำผลไม้ชนิดหนึ่ง วางอยู่สนามหญ้า หน้าศาลฎีกา ฝั่งที่ติดกับคลองหลอด ระหว่างเดินตรวจตราพื้นที่ตามปกติ จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจ สน.ชนะสงคราม มาตรวจสอบ พร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด มาตรวจสอบก่อนใช้ปืนแรงดันน้ำ ยิงทำลายเพื่อตัดวงจร เบื้องต้นพบว่า เป็นระเบิดชนิดซีโฟร์ น้ำหนักประมาณ 3 ปอนด์ รัศมีทำลาย 50 เมตร และมีการต่อวงจรพร้อมทำงานทันที
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้นำเชือกมากั้นบริเวณที่เกิดเหตุไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าไปอย่างเด็ดขาด สำหรับชิ้นส่วนของวัตถุระเบิดทั้งหมด เจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่กองพลาธิการ เพื่อตามหาตัวคนร้ายต่อไป
เตรียมแถลงข่าวจันทร์นึ้
ต่อมานายเชวง ชูศิริ เลขานุการศาลฎีกา รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และให้สัมภาษณ์ว่า ตำรวจได้เก็บกู้ระเบิดไปแล้ว แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นระเบิดชนิดใด ซึ่งต้องรอพิสูจน์เสียก่อนและไม่พบวัตถุสงสัยเพิ่มเติม ทั้งนี้เชื่อว่า คนร้ายคงโยนมาจากข้างรั้วคลองหลอด
นายเชวง เผยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นได้รายงาน นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาและ นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการศาลยุติธรรม ทราบแล้ว ทางประธานศาลฎีกา ได้สั่งการ ให้เพิ่มความระมัดระวัง ใครมีหน้าที่อะไรให้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเข้มงวด นอกจากนี้อาจจะมีการแถลงข่าวในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้
เลขานุการศาลฎีกา กล่าวต่อว่า สาเหตุการวางระเบิดว่า ไม่ทราบไม่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 7.6 หมื่นล้านบาท ที่จะพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ หรือไม่ เพราะจุดที่วางระเบิด ห่างจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คนละฝั่งกัน อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาอยู่ในที่สว่าง ต้องเพิ่มความระมัดระวัง อาจต้องมีการประชุมหารือในวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อวางมาตรการรักษาความปลอดภัย ก่อนถึงกำหนดวันพิพากษา คาดว่าต้องเพิ่มกำลังตรวจสายตรวจ และฝ่ายสืบสวน รปภ.ศาลให้เข้มข้นขึ้น
ด้านอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวว่า ไม่ทราบเหตุที่เกิดขึ้นเพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ และคงไม่สามารถตอบแทนองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ได้ว่ารู้สึกหวั่นไหว หรือไม่ เพราะไม่ใช่องค์คณะ
“สันติบาล”ชี้มีบึ้มถึง8จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีเหตุมือดีปาระเบิด เอ็ม 79 เข้าไปในโรงเรียนพาณิชย์พระนครใกล้ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นได้มีเหตุลอบวางระเบิดข้างศาลฎีกา มีรายงานข่าวว่าทางกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ได้แจ้งเตือนก่อนหน้านี้ว่าจะมีเหตุรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงก่อนจะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเป็นการกระทำเพื่อหวังก่อกวนให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใดอย่างแน่นัด
รายงานข่าวแจ้งอีกว่าระหว่างนี้จะมีการลอบวางระเบิดในจุดสำคัญ ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย ทั่วกรุงเทพมหานครประมาณ 8 จุด ไม่ว่าจะเป็นลานพระบรมรูปทรงม้า พระที่นั่งอนันตสมาคม อนุสาวรีชัยสมรภูมิ อนุสาวรีประชาธิปไตย เป็นต้น ซึ่งทางกองบัญชาการตำรวจสันติบาลจัดกำลังเจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหว และเฝ้าระวังเหตุการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด
แดง ป่วนมาร์ค:กลุ่มเสื้อแดงชูตีนตบพร้อมตะโกนด่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีด้วยถ้อยคำหยาบคายระหว่างที่นายกฯกำลังร่วมพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ ณ วัดหลวงพ่อโอภาสี ถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กทม. เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553
เสื้อแดงตามเล่นงานนายกฯ
เมื่อเวลา 13.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเททองหล่อหลวงพ่อพระพุทธโสธรองค์จำลอง และยกช่อฟ้าอุโบสถ ณ วัดโอภาสี ถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กทม. แต่ก็ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงตามมาขับไล่ถึงภายในวัด โดยกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 30 คน มาดักรอนายกรัฐมนตรีที่ฝั่งตรงข้ามประรำพิธีก่อนนายกฯจะมาถึง
พระครูสุทธิญาณโอภาส เจ้าอาวาสวัดโอภาสี ได้เข้าไปขอร้องกลุ่มเสื้อแดงให้อยู่ในความสงบ อย่าได้สร้างความวุ่นวายระหว่างประกอบพีธี ซึ่งแกนนำเสื้อแดงก็รับปากว่าจะไม่ก่อความเดือดร้อน แต่จะขอปักหลักชุมนุมอยู่ที่เดิม และเมื่อขบวนรถของนายกรัฐมนตรีมาถึง กลุ่มผู้ชุมนุมได้ชูตีนตบร้องตะโกนโจมตีเสียงดัง กระทั่งขบวนรถพ้นไป
จากนั้นเวลา 14.05 น. ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีและสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานฝ่ายสงฆ์ กำลังทำพิธีเททองหล่อหลวงพ่อพระพุทธโสธรองค์จำลอง นานประมาณ 8 นาที กลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนมายืนประจันหน้านายกฯในระยะใกล้ และเปิดฉากตะโกนด่า ท่ามกลางการอารักขาเข้มของหน่วยปฎิบัติการพิเศษ ตั้งแนวป้องกันไว้ถึง 2 ชั้น ทั้งยังเตรียมพื้นที่สำหรับจอดเฮลิคอปเตอร์และรถยนต์สำรองหากเกิดเหตุการณ์ ฉุกเฉิน เพราะเกรงว่ากลุ่มเสื้อแดงจะปิดถนน เนื่องจากบริเวณทางเข้าออกวัดคับแคบ อย่างไรก็ตามหลังเสร็จพิธีนายกรัฐมนตรีสามารถเดินทางกลับออกจากวัดได้อย่าง ปลอดภัยตามเส้นทางเดิมในเวลาประมาณ 14.40 น.
ปลอมตัววิ่งการกุศลเล่นงาน
ก่อนหน้านี้เวลา 05.50 น. ที่สวนหลวง ร.9 นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานงานเดิน-วิ่งการกุศล ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ดอนบอสโก มินิมาราธอน เพื่อการศึกษาครั้งที่ 8 มีผู้ร่วมงานนับพันคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากผู้มาร่วมงานสวมทั้งเสื้อแดงและชมพู จึงทำให้ยากต่อการสกรีนบุคคลที่ผ่านเข้า-ออก สุดท้ายจึงเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มเสื้อแดง ประมาณ 5 คน เล็ดลอดเข้ามาปะปนกับบรรดานักวิ่งและเมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการปล่อย ตัวนักเดินและนักวิ่งที่จุดสตาร์ท กลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “แดงบางนา” ทั้ง 5 คน ก็ได้ยกหัวใจสีแดงที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ตรงกลาง ชูขึ้นตบ พร้อมทั้งตะโกนว่า “นายกฯ พวกเรามาต้อนรับ” ซึ่งตำรวจได้เข้าไปประกบและกันบุคคลเสื้อแดงทั้งหมดให้ออกไปอยู่ด้านนอก แต่ยังคงมี 2 สามี-ภรรยา ที่สวมเสื้อแจ๊คเก็ตแดงบางนา ไม่ยอมออกไป ยังคงปักหลักยืนชูหัวใจสีแดง แต่ไม่ได้ได้ตบหัวใจหรือส่งเสียงตะโกนแต่อย่างใด
“มาร์ค”ใจเย็นไม่สนเสื้อแดง
ขณะเดียวกันบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าสวนหลวง ร.9 บริเวณประตู 5 ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณจุดปล่อยตัวนักวิ่ง กลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 10 คน ได้นำรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงมาปักหลักปราศรัยโจมตีนายกรัฐมนตรีอย่างต่อ เนื่อง โดยมีตำรวจจาก สน.ประเวศ ประมาณ 10 นาย ตรึงกำลังดูแลพร้อมกับนำรถยกมาขวางบริเวณประตูทางเข้า ส่วนด้านในเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล บก.น.4 ประมาณ 20 นาย พร้อมโล่และกระบองได้ตั้งแถวป้องกันไว้อีกชั้นหนึ่ง
อย่างไรก็ตามได้มีประชาชนที่มาร่วมเดิน-วิ่ง และเป็นฝ่านสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ได้ไปเกาะรั้วอยู่ด้านใน พร้อมตะโกนต่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงกลับเช่นกัน ทั้งนี้ในส่วนของนายกรัฐมนตรี หลังจากปล่อยตัวนักวิ่งมินิมาราธอนแล้ว ก็ได้ร่วมเดินการกุศล ระยะทาง 2.4 กิโลเมตร ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส แต่ในช่วงขากลับเมื่อต้องผ่านจุดที่กลุ่มเสื้อแดงปราศรัยโจมตีอยู่ นั้น นายกรัฐมนตรีก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย พร้อมฟังการปราศรัยโจมตีของคนเสื้อแดง
นายกฯชี้วางบึ้ม!แค่สร้างข่าว
กระนั้นก็ตามนายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ว่าได้รับรายงานเหตุคนร้ายปาระเบิดเข้ามายังบริเวณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร แขวงดุสิต แล้ว ตำรวจกำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งคนร้ายคงต้องการมุ่งให้เป็นข่าว จึงต้องมีความเข้มงวดมากกว่าเดิม
“ตัวพาณิชย์พระนครคงไม่น่าจะเป็นพื้นที่เป้ามาย แต่กรณีของทำเนียบรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้นเป็นเรื่องที่เราทราบอยู่แล้ว”นายกรัฐมนตรีย้ำ และว่าไม่ได้หวั่นวิตกอะไร
เมื่อถามว่าสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นถึงเวลาจะพิจารณาใช้กฎหมายพิเศษ แล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่พิจารณานำกฎหมายพิเศษมาใช้ แต่เราก็ได้เตรียมการทั้งหมดเอาไว้แล้วอย่างไรก็ตามในส่วนการดูแลรักษาความ ปลอดภัยบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาลก็จะ ต้องเข้มข้นขึ้น
ย้ำทหารตร.ไม่ใส่เกียร์ว่าง
เมื่อถามว่าในส่วนของกองกำลังต่างชาติและกองกำลังติดอาวุธได้มีการตรวจสอบ ความเคลื่อน ไหวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตรวจสอบทุกอย่าง ทั้งเรื่องอาวุธ เรื่องการเคลื่อนไหวทางการเงิน เท่าที่ตรวจพบก็ไม่ได้เกิดการคาดหมายเอาไว้ ว่าในเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคมจะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้
เมื่อ ถามว่า ขณะนี้การปฏิบัติงานทั้งฝ่ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเป็นอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เมื่อถามย้ำว่าปัญหาที่ตำรวจปล่อยเกียร์ว่างอย่างกรณีเหตุการณ์ เม.ย. 52 จะยังมีอยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรายืนยัน เพราะได้มีการประชุมร่วมกันทุกหน่วย ก็มีความเข้าใจกันดี มีการแบ่งหน้าที่กันทำ
ไม่ทิ้งพรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อเวลา 09.00 น.นาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวในรายการ”เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ซึ่งบันทึกเทปไว้ตั้งแต่วันที่13 กุมภาพันธ์ มีสาระสำคัญคือ ชี้แจงการทำงานของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าขอตั้งใจทำงานให้กับทุกคน แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างแต่ก็ไม่ควรทำอะไรที่นอกเหนือกฎหมาย
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แม้จะมีกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มต่างๆเคลื่อนไหวก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลเสียสมาชิ แต่ประการใด โดยเฉพาะคดีความของกลุ่มต่างๆ รัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซง เพราะศาลท่านจะเป็นผู้พิจารณา รัฐบาลทำได้คือการดูแลความปลอดภัยให้ผู้พิพากษาทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
ทั้งยังยืนยันว่าเมื่อผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยังทำงานพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป ไม่เขี่ยพรรคร่วมพ้นจากรัฐบาล ตามที่หลายฝ่ายสงสัย
เทือกบอกเป็นสัญญาณที่ไม่ดี
เย็นวันเดียวกันนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ยอมรับว่าเหตุวางระเบิดต่างๆ รวมทั้งที่ข้างศาลฎีกา ถือเป็นสัญญาณที่ไม่มี เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่ประสงค์ร้าย คิดจะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง จึงต้องหาทางแก้ไขต่อไป
เมื่อถามว่า จะให้ความชัดเจนการทำงานของผู้พิพากษาที่จะตัดสินคดียึดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าศาลไม่หวั่นไหว ผู้พิพากษาทุกคนรับภาระในการชี้ผิดชี้ถูกมาตลอดชีวิต การที่มีคนไปข่มขู่คุกคามคงไม่ทำให้ท่านหวั่นไหวได้
ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะได้เฝ้าระวังดูแลอย่างต่อเนื่อง และในการประชุมครม.วันอังคารนี้คงต้องมีการประเมินสถานการกัน
ให้ตำรวจเพิ่มความเข้มข้น
พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. กล่าวว่าจากเหตุการที่เกิดขึ้น เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์และ ได้สั่งการให้พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.เน้นการตรวจอาวุธ และสิ่งผิดกฎหมาย ให้เพิ่มความระมัดระวังที่ตั้งของสถานที่ทางราชการ สถานที่ตั้งสาธารณูปโภค บ้านพักบุคคลสำคัญ เพื่อป้องกันการกระทำของบุคคลที่ไม่หวังดี
พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.กล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เช่นกันเพราะ เป็นช่วงที่ใกล้ถึงวันสำคัญที่จะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ กระนั่นก็ตาม 10วันจากนี้ไป จะมีการระดมตำรวจทุกหน่วยเข้ามาช่วย และขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือบุคคลผู้ต้องสงสัยให้แจ้งตำรวจทันที
กองทัพ-กอ.รมน.พร้อมขยับ
พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่มีคำสั่งรัฐบาลหรือคำร้องขอจากตำรวจให้ทหารเข้าไปดูแล สถานการณ์ภายหลังเกิดเหตุระเบิดขึ้นมา ดังนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจต่อไป
ขณะที่ พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังใช้กฎหมายปกติคุมสถานการณ์หากตำรวจประสานมาหรือทางรัฐบาลสั่งให้ ทางกอ.รมน.ทำอะไร เราถึงจะแอ็คชั่น โดยเรามีแผนที่เตรียมไว้ในการรักษาพื้นที่และอารักขาบุคคลสำคัญอยู่แล้ว
เสธ.แดงชี้คนบึ้มยังมือไม่ถึง
วันเดียวกัน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ว่าตนไม่สามารถตอบอะไรได้เกี่ยวกับเหตุการระเบิดภายใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร แต่ขอบอกได้เลยว่าคนที่ทำมือยังไม่ถึง ถ้ามือถึงต้องยิงถึงทำเนียบรัฐบาล
ถ้าจะพูดแบบตลกพวกที่กระทำนี้เป็นพวกโนแบรนด์ ถ้าเป็นของเสธ.แดง ต้องมีการโฆษณาล่วงหน้าและบอกวิธีการใช้ บอกวันเวลาในการใช้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นการกระทำของรัฐบาลก็ได้ หรือทหารทำเพื่อหาเรื่องปฏิวัติ ทหารสามารถทำได้หมดเพื่อหาเรื่องปฏิวัติ หากรัฐบาลทำก็จะโทษฝ่ายค้าน
พล.ต.ขัตติยะ กล่าว และว่าสำหรับส่วนการลอบวางระเบิดทีเอ็นที.บริเวณข้างศาลฎีกานั้น ก็คงโยนฝ่ายค้านหรือทหารทำเองเพื่อหาเหตุผลปฎิวัติ
พล.ต.ขัตติยะ ยังกล่าวว่า สำหรบกองทัพแดงวันนี้ กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่สามารถควบคุมได้เพราะมีทั้งการ์ด และนักรบดำ ในทุกจังหวัดซึ่งมีความชำนาญในการใช้อาวุธทุกคน เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้จะเข้ามาจองกฐินเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ยี่ห้อเสธ.แดง ต้องระเบิดเท่านั้น
ดักคอรัฐบาลทำเองแล้วโยนฝ่ายค้าน
พล.ต.ขัตติยะ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีวางระเบิดที่ศาลฎีกานั้น กู้ง่ายนิดเดียว ตนคิดว่า รัฐบาลเป็นฝ่ายกระทำเพื่อใส่ร้ายฝ่ายค้านและกองทัพแดงว่าพวกมึงเป็นพวกป่วน เมืองไม่หวังดีต่อประเทศชาติ เพื่อใส่ร้ายไม่ต้องการให้ตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6หมื่นบ้านบาท
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดวันนี้คือพวกทหารทำ เพราะองค์กรทหารคิดจะปฎิวัติทุกวินาที
เสธ.แดงอธิบาย และว่ายังมีขบวนการหมั่นไส้นายกรัฐมนตรี เห็นได้จากมีการขับเก็งปวดขบวนนายกฯซึ่งคนเหล่านั้นกล้าที่จะพลีชีพ
ก.ก.ม.บี้”เทือก”ไขก๊อก
นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่(ก.ก.ม.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางด้านการเมืองความมั่นคงขณะนี้โดยรวมว่า ยังน่าเป็นห่วง และรัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน เนื่องจาก มีความพยายามล้มรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีมือที่สองมือที่สามจ้องผสมโรงอยู่ด้วย
ทั้งนี้พรรคการเมืองใหม่ ขอแสดงความเห็นใจต่อนายกฯที่ถูกคุกคาม ซึ่งพรรคการเมืองใหม่เห็นว่า รัฐบาลต้องเข้มแข็ง บริหารบ้านเมืองให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นจริง จับคนร้าย ผู้ละเมิดกฎหมายมาดำเนินคดีได้จริง ๆ
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวเสริมว่า ขอประนามพวกที่ยิงเอ็ม 79และวางระเบิดที่ศาลฎีกา ซึ่งพวกนี้ เป็นขบวนการเดียวกันกับที่ยิงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และคิดว่าต้องเป็นฝีมือของคนมีสีทั้งนี้อยากให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง พิจารณาตัวเองเพราะความมั่นคงล้มเหลวซ้ำซาก ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ รวมทั้งต้องจัดระเบียบข่าวกรองใหม่
นายสุริยะใส ยังแนะนำไปถึงกลุ่มเสื้อแดงให้ชุมนุมหลังวันที่ 26 กุมภาพันธ์เพราะจะไม่ได้ไม่ถูกมองว่า กลุ่มเสื้อแดงทำเพื่อทักษิณ กรณีที่ศาลจะตัดสินคดียึดทรัพย์ 26 กุมภาพันธ์นี้
ณัฐวุฒิโชวเช็คโอนให้ป๋า
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง ยืนยันว่ากลุ่มเสื้อแดงไม่ได้รับเงินพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหว ที่รัฐบาลกล่าวหาว่าเราไปรับเงินใครนั้นก็ขอให้เอาหลักฐานมาแสดง
นายณัฐวุฒิ ยังแถลงว่า ตนได้ติดตามเส้นทางการเงินของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พบว่า พล.อ.เปรมได้มีความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลชั้นนำในสังคม กลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยมากมาย หลายบริษัทหลายองค์กร และพล.อ.เปรมก็ยังดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้วย ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงเคยถามไปว่าได้รับเงินเดือนจากตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่ แต่ก็ไร้คำตอบ ดังนั้นตนจึงนำหลักฐานมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเพราะประชาชนต้องการคำอธิบายจาก พล.อ.เปรมว่า เงินดังกล่าวนั้นเป็นค่าอะไร และเหมาะสมหรือบังควรหรือไม่ต่อสถานะที่พล.อ.เปรมดำรงอยู่ในปัจจุบัน
พล.อ.เปรมคบหาผู้คนมากมาย ซึ่ง 1 ในนั้นคือกลุ่มทุนที่ใช้นามว่า “คณะ11″ ประกอบด้วยบุคคลเช่น ม.ล.ตรีทศยุทธ เทวกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เทวา สตูดิโอ จำกัด, นายชาตรี โสภณพนิช ธนาคารกรุงเทพ, ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เครือดุสิตธานี และนางกัลยาณี พรรณเชษฐ์ ประธานบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล
ใบละ1.8ล้านจำนวน2ใบ
และว่า นางกัลยาณีได้จ่ายเช็คของธนาคารกรุงเทพ สาขาหัวหมากให้กับพล.อ.เปรม 2 ใบ ใบละ 1.8 ล้านบาท โดยใบแรกคือเช็คเลขที่ 3745366 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2546และใบที่ 2 คือเช็คเลขที่ 3748879 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2547 ซึ่งทั้ง 2 ใบถูกสั่งจ่ายจากบัญชีของนางกัลยาณี เลขที่ 1803028669 และว่าไม่ทราบว่ามีการจ่ายแบบนี้มานานหรือยังรวมถึงจ่ายต่อเนื่องมาจนถึง วันนี้หรือไม่
นายณัฐวุฒิ ยังตั้งคำถามไปยัง พล.อ.เปรม มากมาย และโยงไปถึงเรื่องที่พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ถูกพาดพิงที่สร้างบ้านรุกล้ำบึงน้ำสาธารณะของหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ 2 อีกด้วย
แจงเป็นเงินบริจาคเข้ามูลนิธิ
พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ ในฐานะนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงนำหลักฐานเป็นเช็ค 2 ใบ จำนวน 3.6 ล้านบาท โดยระบุว่าเป็นเงินที่ภาคเอกชนโอนให้ พล.อ.เปรม โดยอ้างว่าเป็นเงินค่าตอบแทนที่ปรึกษานั้น ตนเองยืนยันว่าตั้งแต่ติดตาม พล.อ.เปรม จนถึงปัจจุบันไม่มีเรื่องดังกล่าว แต่อาจเป็นเงินบริจาคให้กับมูลนิธิรัฐบุรุษ และนำไปใช้สำหรับสาธารณประโยชน์เท่านั้น
เพราะคนไทยลืมง่าย ในปี 2010 นี้ก็เลยอยากสร้างระบบ "ความจำ" ไว้สำหรับบันทึก เรื่องที่เกิดขึ้นในปีนี้ไว้
คราวนี้จะได้รู้กันซักที ว่าโหรแม่นไหม ใครเคยพูดอะไรไว้